คุณไม่ควรทำอะไรเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อบริษัทประกันภัย Worker’s Compensation

คุณไม่ควรทำอะไรเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อบริษัทประกันภัย Worker’s Compensation ??

พระราชบัญญัติเงินทดแทนและการฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงาน 2003 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงเอาไว้ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับทุกคนที่ติดต่อกับผู้ประกันเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน/ผู้เรียกร้อง นายจ้าง ผู้ให้บริการ และอื่นๆ 

การฉ้อโกงหรือพยายามฉ้อโกงบริษัทประกันภัยเพื่อเรียกร้องขอ Worker’s Compensation มีโทษสูงสุดคือจำคุก 5 ปีหรือปรับ 500 คะแนนโทษ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นเงินมูลค่าเท่ากับ 68,925 ดอลลาร์ 

บทบัญญัติการฉ้อโกงหลักอยู่ในมาตรา 533(1) ของกฎหมาย ซึ่งระบุว่า “บุคคลต้องไม่ฉ้อโกงหรือพยายามฉ้อโกงผู้รับประกันภัยตนเอง ในทางใดทางหนึ่ง”  บทบัญญัตินี้อ้างถึงความพยายามที่จะฉ้อโกงรวมถึงการกระทำที่เป็นการฉ้อฉลต่อผู้ประกันเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับแรงงาน 

ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน

สำหรับตัวอย่างของการฉ้อโกงอาจรวมถึง: 

1. การที่บุคคลแจ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อตัวแทนของ WorkCover หรือบริษัทประกันภัย โดยที่บุคคลนั้นรู้ว่าเป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด “ในสาระสำคัญ” ได้ 

2. ส่งมอบเอกสารแก่หน่วยงานเหล่านี้ซึ่งมีข้อมูลที่บุคคลนั้นทราบว่าเป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด “ในสาระสำคัญ” 

3. การกลับไปหรือมีส่วนร่วม “ในการทำงาน” โดยไม่แจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบ  กฎหมายกำหนดให้คุณต้องแจ้งบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการเริ่มหรือกลับไปที่ “ทำงาน” อีกครั้ง ภายใน 10 วันทำการ หลังจากเริ่มต้นหรือกลับไปทำงาน 

โดยงานอาจเป็นงานที่ได้รับค่าจ้าง งานที่ไม่มีค่าจ้าง หรือกิจกรรมที่อาจดูเหมือนเป็นกิจกรรมรูปแบบการทำงาน  หากคุณไม่แจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานนี้ภายใน 10 วันทำการ อาจถือเป็นการฉ้อโกง 

จะตรวจสอบกิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกงได้อย่างไร?

กิจกรรมที่ต้องสงสัยว่าเป็นการฉ้อโกง (รวมถึงความพยายามที่จะฉ้อโกง) จะแจ้ง WorkCover ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น: 

– รายงานการฉ้อโกงที่ส่งทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ WorkSafe 

 - โทรศัพท์ไปที่ WorkCover (จากทั้งผู้โทรที่ไม่ระบุชื่อและไม่ระบุตัวตน) 

 - การสื่อสารจากบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าชดเชย 

– ความผิดปกติหรือสิ่งผิดปกติที่ระบุโดยผู้รับประกันภัยในขณะที่ดำเนินเรื่องตามปกติ 

ผู้รับประกันค่าชดเชยแรงงานมีหน้าที่ภายใต้กฎหมาย ที่ต้องแจ้งบริการควบคุมค่าชดเชยแรงงาน (WCRS) โดยไม่ลังเลหากมีความเชื่อที่สมเหตุสมผลว่าอาจมีความสัมพันธ์กับบุคคลหรือนิติบุคคลที่ฉ้อโกงหรือพยายามฉ้อโกงผู้รับประกันค่าชดเชยแรงงาน 

ผู้รับประกันค่าชดเชยแรงงานมีกระบวนการสอบสวนภายในของตนเองเมื่อการกระทำบางอย่างที่ต้องสงสัยว่าเป็นการฉ้อโกงจะได้รับการเสนอไปยัง WCRS เพื่อให้แน่ใจว่าเฉพาะรายงานการฉ้อโกงหรือการพยายามฉ้อโกงที่แท้จริงเท่านั้นที่ถูกส่งไปยัง WCRS 

จะเกิดอะไรขึ้นหากมีการระบุการกระทำที่เป็นการฉ้อโกง ?

หากการสอบสวนเพิ่มเติมจาก WCRS พบว่ามีหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือพยายามฉ้อโกง อาจแจ้งไปต่อหน่วยงานที่ควบคุมค่าตอบแทนแรงงานสำหรับการฟ้องร้อง แม้ว่าการส่งต่อการฉ้อโกงจะได้รับการตรวจสอบแต่ไม่ถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังมีการดำเนินการเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่ฉ้อโกง ตัวอย่างเช่น คนงานพูดเกินความจริงถึงอาการบาดเจ็บและมีศักยภาพในการทำงานมากกว่าที่พวกเขาจะเคลียร์ได้ ซึ่งส่งผลให้ผู้รับประกันค่าชดเชยแรงงานตรวจสอบสิทธิ์ปัจจุบันของคนงานในการได้รับค่าชดเชย และตัดสินใจยุติ ระงับ หรือลดสิทธิ์ เป็นต้น 

ผลกระทบที่ร้ายแรงเพิ่มเติมของการถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง

หากคุณถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง คุณจะสูญเสียสิทธิ์ในการเริ่มต้นหรือดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายต่อไป  หากการฉ้อโกงส่งผลให้คุณได้รับผลประโยชน์ตามกฎหมายที่คุณไม่มีสิทธิ์ คุณจะต้องชำระค่าชดเชยตามกฎหมายทั้งหมดที่คุณได้รับให้กับบริษัทประกันค่าชดเชยแรงงาน 

สิ่งที่คุณควรทำ

สำคัญอย่างยิ่ง ที่คุณต้องให้ข้อมูลกับบริษัทประกันและแพทย์ของคุณอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา และแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานที่กำลังดำเนินการอยู่ (ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ได้รับค่าจ้าง)  เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่าย รวมทั้งทนายความของคุณ จะต้องตระหนักถึงรายได้ใดๆ ที่คุณได้รับระหว่างการเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมาย 

สิ่งสำคัญคือต้องไม่พูดเกินความจริงเกี่ยวกับการบาดเจ็บของคุณ และต้องแน่ใจว่าพฤติกรรมของคุณสอดคล้องกับการบาดเจ็บของคุณ นอกจากนี้คือต้องให้ข้อมูลทั้งหมดนี้แก่ทนายความที่ช่วยเหลือคุณ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องจะได้รับแจ้ง และทางทนายความจะสามารถจัดการการเรียกร้องค่าชดเชยของคุณได้ตามที่ควรจะเป็น ความเสี่ยงของพฤติกรรมใดๆ ในทางอื่นอาจทำลายชีวิตคุณได้ คุณไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคุณคงไม่ต้องการให้สิทธิ์การชดเชยคนงานของคุณตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้น การแสดงความโปร่งใสกับบริษัทประกันภัยและแพทย์จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะปกป้องความซื่อสัตย์และสิทธิ์ของคุณ 

หากเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงานแล้วคุณไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร ติดต่อเราได้ครับ

บริษัท Littles Lawyers ให้บริการแบบ “No win-No fee” หากคุณไม่ชนะคดี ก็ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ 

เราให้คำปรึกษาฟรี และช่วยให้คุณเข้าใจถึงสถานการณ์ สิ่งที่คุณควรได้รับ และทางเลือกทั้งหมด 

ติดต่อสอบถามได้ที่ อ๋อง วลัญช์ อภิรัตน์เกษม (ทนายความ) 

Email: Wapir@littles.co 

โทรศัพท์ 0478 770 556 

Like? Share it with your friends.

Contact the Author

Topics

More Articles

新南威爾士(NSW)CTP索賠:發生於2023年4月1日或之後的汽車事故

如果您在2023年4月1日或之後在新南威爾士(NSW)參與了一起汽車事故,您的索賠將受到《Motor Accident Injuries Act 2017》(以下簡稱“該法”)和《Motor Accident Injuries Regulation 2017》(以下簡稱“該規例”)的規範。 簡而言之,該法和該規例提供了以下內容:  在汽車事故中受傷的所有人(無論是否有過錯)可能有資格在事故發生後的首52週(12個月)內獲得法定福利。這些法定福利包括因受傷而無法工作而導致的薪資損失的每週福利,以及合理且必要的醫療治療費用。  在最初的52週(12個月)過後,只有不或不主要為事故負有過錯並且未遭受“閾值損傷”(如該法所定義)的人有資格在此最初的52週(12個月)期限之外申請法定福利,並可能有資格獲得共同法律賠償。我們將在下文詳細解釋這一點。 什麼是“閾值損傷”?  該法第1.6(1)條將閾值損傷定義為:  軟組織損傷;和/或   不被視為認可的精神疾病的心理或精神損傷。  第(2)條將“軟組織損傷”定義為:   (2)“軟組織損傷是對連接、支撐或包圍身體結構或器官的組織(如肌肉、肌腱、韌帶、半月板、軟骨、筋膜、纖維組織、脂肪、血肉和滑液膜)的損傷,但不包括對神經的損傷或肌腱、韌帶、半月板或軟骨的完全或部分撕裂。”   該規例進一步提供 [第4條]: ...

Read More